Simedbull
Simedbull
ข้อมูลสมาชิก ข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา
   
 
Simedbull
เล่มล่าสุด
ปีที่ ๑, ฉบับที่ ๑, ๒๕๕๑
กว่าจะมาเป็นเพลง “วัฒนธรรมองค์กร” บันทึกความเป็นมาของเพลงวัฒนธรรมองค์กรศิริราช
สัญญา สุขพณิชนันท์, พ.บ.
ภาควิชาพยาธิวิทยา, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐.
ดาวโหลด:

คำสำคัญ: กว่าจะมาเป็นเพลง “วัฒนธรรมองค์กร” บันทึกความเป็นมาของเพลงวัฒนธรรมองค์กรศิริราช
หน้า: ๔๒ - ๔๘


*ชื่อย่อของกลุ่มบุคลากรศิริราชที่ผ่านการอบรมหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร รุ่นที่ ๓

เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ อ. จริยา เลิศอรรฆยมณี (CEO#2 และรองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ในขณะนั้น) ได้ปรารภกับเพื่อนๆ CEO ทั้งสามรุ่นที่มาร่วมงานสังสรรค์ หลังบรรยายเรื่องการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรจากที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท Thai Acrylic Fibers ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลมากมายโดยเฉพาะ Thailand Quality Award ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ว่า อยากให้ CEO ช่วยกันหาวิธีผลักดันให้บุคลากรของศิริราชซึมซับวัฒนธรรมองค์กรที่ชาว CEO#2 ได้ช่วยกันระดมความคิดรวบรวมเป็น SIRIRAJ – Seniority, Integrity, Responsibility, Innovation, Respect, Altruism, และ Journey to Excellence and Sustainability ซึ่งทาง CEO#1 ได้นำไปพิจารณาต่อ และเกิดบทกลอนที่บรรยายถึง SIRIRAJ เป็นภาษาไทยขึ้น ต่อมาได้เผยแพร่กันในรูปของโปสเตอร์ที่บรรจุทั้ง SIRIRAJ และบทกลอนดังนี้
ศิริราชคือพี่น้อง ความถูกต้องเรายึดมั่น
รับผิดชอบร่วมกัน ร่วมสร้างสรรค์ร่วมพัฒนา
ไว้ใจให้เกียรติกัน ประโยชน์มั่นเพื่อประชา
มุ่งมั่นสู่มรรคา เลิศคุณค่าอย่างยั่งยืน

เสร็จจากงานคืนนั้น ผมไม่ได้มีเวลาให้กับการคิดหาวิธีผลักดันหรือขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรศิริราชนี้เท่าใดนัก แต่ก็สังเกตได้ว่า บุคลากรในภาควิชาฯ ไม่มีใครท่อง SIRIRAJ หรือบทกลอนดังกล่าวได้เลย แม้แต่ตัวผมเอง! เมื่อครั้งที่ อ. ตุ้มทิพย์ แสงรุจิ (CEO#3) หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาได้ถามขึ้นในงานเลี้ยงปีใหม่ของภาควิชาฯ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมจึงเริ่มต้นท่องวัฒนธรรมองค์กรศิริราชให้ได้ และคิดว่า ถ้ามีโอกาส จะหาวิธีผลักดันให้วัฒนธรรมองค์กรศิริราชเกิดขึ้นในบุคลากรของศิริราช อย่างน้อยก็ในภาควิชาฯ

แล้ววันหนึ่ง โอกาสก็มาถึง คือ เมื่อวันพุธที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ ผมต้องดำเนินการประชุมภาควิชาฯ แทน อ. ตุ้มทิพย์ ซึ่งไปต่างประเทศ ผมนึกถึงสิ่งที่ได้ฟังจากการบรรยายเรื่องการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กร จำได้ว่า มีการนำวัฒนธรรมองค์กรมาให้บุคลากรได้เห็นกันบ่อยๆ ได้ตะโกนแข่งกันว่าใครจะจำได้ดีกว่ากัน ดังนั้นก่อนเริ่มการประชุม ผมจึงนำทั้ง SIRIRAJ หรือบทกลอนวัฒนธรรมองค์กรศิริราชที่ภาควิชาฯ ได้บรรจุไว้ในสมุดพกสีชมพู ซึ่งภาควิชาฯ ได้แจกให้กับบุคลากรในวันสัมมนาภาควิชาฯ แล้วที่นครนายกเมื่อวันที่ ๗-๘ ตุลาคม ๒๕๔๙ ฉายขึ้นจอแล้วอ่านดังๆ ให้ทุกคนในห้องประชุมสถิตนิมานการฟัง เมื่ออ่านจบแล้ว ผมเหลือบไปเห็น นพ. พิเชฐ เติมสารทรัพย์ ที่จบศิริราชได้เหรียญทอง แล้วมาใช้ทุนอยู่ที่ภาควิชาฯ (เป็นคนที่ 3 ตามประวัติของภาควิชาฯ) ซึ่งผมเคยพูดคุยด้วยเกี่ยวกับงานอดิเรกต่างๆ และทราบว่า นพ. พิเชฐ เล่นเปียโนได้เป็นอย่างดี ผมจึงพูดแหย่ไปว่า “คุณหมอพิเชฐเล่นเปียโนได้ดี น่าจะใส่ทำนองเพลงให้กับบทกลอนวัฒนธรรมองค์กรศิริราชดูนะ จะได้นำมาร้องกัน ทำให้จำได้ง่ายขึ้น” จากนั้นผมก็ดำเนินการประชุมภาควิชาฯ ต่อไปจนจบ

ค่ำวันเดียวกันนั้น ขณะที่จะขึ้นเดินบนเครื่องออกกำลังกายที่บ้าน ผมนึกอยากลองใส่ทำนองเพลงด้วยตัวเอง ลองส่งเสียงฮัมและร้องเป็นเพลงดู พบว่า น่าจะเป็นเพลงได้หลังจากใส่ทำนองเพลงมาร์ชเข้าไป ผมลองกดคีย์เปียโนและพยายามใส่คอร์ดดู โดยลองเล่นให้ลูกชายฟัง ซึ่งกำลังจัดข้าวของเตรียมไปฝึกภาคสนามของการเรียน ร.ด. ที่เขาชนไก่ ลูกชายบอกว่า พอใช้ได้ แต่ไม่มีเวลาช่วยเรียบเรียงเสียงประสานให้ เพราะดึกแล้ว วันรุ่งขึ้นผมค่อนข้างแน่ใจว่า ทำนองเพลงน่าจะใช้ได้ จึงตัดสินใจส่งข่าวให้ อ. จริยา ทราบ รวมทั้งชาว CEO#3 ทุกคน ปรากฏว่า อ. จริยา ดีใจมาก ส่งข่าวนี้ให้คณบดีและรองคณบดี ๒ ท่าน คือ อ. อรรถ นานา (CEO#2 และรองคณบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น) และ อ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ (รองคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษในขณะนั้น) พร้อมทั้งโทรศัพท์มาแจ้งให้ผมทราบล่วงหน้าว่า จะนัดฟังเพลงนี้จากผม ผมจึงต้องดำเนินการต่อ โดยพยายามเขียนเป็นเนื้อเพลงใส่คอร์ดไว้หลังจากที่ได้สอบถามความเป็นมาของวัฒนธรรมองค์กรศิริราชทั้ง SIRIRAJ และบทกลอนจาก อ. ปานเทพ สุทธินนท์ (CEO#2 และอดีตรองหัวหน้าภาควิชาฯ) และ อ. ภาวิณี สุวรรณกูล (CEO#1 และอดีตหัวหน้าภาควิชาฯ) ผมได้ตั้งชื่อเพลงในเบื้องต้นว่า “เพลงมาร์ชศิริราช (สู่ความเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์)” พร้อมทั้งให้เครดิตเนื้อร้องแก่ อ. เอื้อพงศ์ จตุรธำรง (CEO#1 และรองคณบดีในขณะนั้น) และเพื่อนๆ CEO#1 ที่มาของเพลงวัฒนธรรมองค์กร “SIRIRAJ” แก่ CEO#2 และทำนองเพลงให้แก่ตัวเองซึ่งเป็น CEO#3 โดยส่งเนื้อเพลงพร้อมคอร์ดไปให้ อ. จริยา และชาว CEO#3 ทางอีเมล์เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๐ โดยเนื้อเพลงนั้นคัดลอกมาจากบทกลอนวัฒนธรรมองค์กรศิริราชที่ภาควิชาฯ ได้บรรจุไว้ในสมุดพกสีชมพูที่ได้กล่าวถึงไว้ข้างต้นดังนี้

เพลงมาร์ชศิริราช
(สู่ความเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์)
เนื้อร้อง ที่มาของเพลง ทำนอง
เอื้อพงศ์ จตุรธำรง วัฒนธรรมองค์กร สัญญา สุขพณิชนันท์
และเพื่อนๆ CEO#1 “SIRIRAJ” โดย CEO#2CEO#3

F Bb F
ศิริราชคือพี่น้องความถูกต้องเรายึดมั่น
Bb C
รับผิดชอบร่วมกันร่วมสร้างสรรค์ร่วมพัฒนา
F Bb F
ไว้ใจให้เกียรติกัน ประโยชน์มั่นเพื่อประชา
C Bb F
มุ่งมั่นสู่มรรคา เลิศคุณค่าและยั่งยืน

ตอนนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับความช่วยเหลือจาก อ. จักรพงศ์ นะมาตร์ (CEO#3 และประธานองค์กรแพทย์ศิริราช) และ อ. ปรัญญา สากิยลักษณ์ (CEO#3 และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์) ในการเรียบเรียงเสียงประสาน โดยตั้งใจไว้ว่า ถ้าทำนองเพลงที่แต่งไว้นี้พอทำเพลงต่อได้ อยากให้เพลงนี้เป็นการรวมผลงานของชาว CEO ทั้งสามรุ่น

วันรุ่งขึ้นผมสังเกตพบว่า บทกลอนที่ปรากฏในโปสเตอร์กับที่อยู่ในสมุดพกสีชมพูของภาควิชาฯ นั้นต่างกันที่คำว่า “อย่างยั่งยืน” กับ “และยั่งยืน” จึงสอบถามได้ความจาก อ. ภาวิณี และ อ. ตุ้มทิพย์ ว่า เดิมเป็น “อย่างยั่งยืน” แต่ต่อมาคณบดี (อ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบันนี้) ได้ทักท้วงว่า ภาษาอังกฤษใช้ “Journey to Excellence and Sustainability” น่าจะใช้ “และยั่งยืน” ผมเองตอนแรกลองร้องอัดใส่โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่ภรรยาเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญนั้น ร้องตามเนื้อว่า “และยั่งยืน” แต่ต่อมา คิดว่าวัฒนธรรมองค์กรศิริราชที่เผยแพร่ไปในรูปโปสเตอร์นั้นใช้ “อย่างยั่งยืน” น่าจะคงตามนี้ไปก่อน จึงร้องอัดใหม่เป็น “อย่างยั่งยืน” พอดีวันพุธถัดไป อ. อุบลรัตน์ สันตวัตร (CEO#3 และรองคณบดีฝ่ายนโยบายและแผนในปัจจุบัน) โทรมาชวนให้ไปฟังประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์ที่คณบดี, ผู้อำนวยการ, และรองคณบดีฝ่ายนโยบายและแผน อยากให้ CEO#3 ช่วยผลักดัน ผมจึงได้มีโอกาสให้ฟังเพลงกันในที่ประชุมในวันนั้น จำได้ว่า คณบดีเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ของผมไปแนบหูฟัง เสร็จแล้วก็พูดเปรยว่า “ไม่มีดนตรีเหรอ” ผมได้ตอบไปว่า กำลังจะติดต่อ อ. จักรพงศ์ และ อ. ปรัญญา มาช่วยเรื่องดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสาน เย็นวันนั้นเอง ผมได้มีโอกาสให้ อ. จริยา ฟังด้วยตอนที่เจอกันโดยบังเอิญที่ตึกจอดรถหน้าตึกอุบัติเหตุ

ในที่สุดผมนัดกับ อ. จักรพงศ์ และ อ. ปรัญญา ได้ในวันพุธถัดไปอีกอาทิตย์หนึ่ง จำได้ว่า อ. จักรพงศ์ โทรศัพท์มาหาผมคืนวันอาทิตย์ เวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ขอให้ผมส่งไฟล์เพลงไปให้รุ่นน้องที่เก่งดนตรี แข่งได้แชมป์ดนตรีแจ๊สมาหมาดๆ เพื่อให้ช่วยแต่งเพลงนี้ให้ ผมก็รีบจัดส่งไปให้ ในใจก็คิดว่า เพลงนี้สุดท้ายคงต้องออกมาเพราะแน่เลย แต่ก็ยังไม่ยกเลิกนัดเดิม โดยผมได้บอก อ. จักรพงศ์ ไปว่า เย็นวันพุธที่ ๒๔ มกราคม ขอให้อาจารย์โทรศัพท์ตามผมและ อ. ปรัญญา เมื่อกลับจากการสอนชั้นปีที่ ๑ ที่ศาลายา

วันพุธที่ ๒๔ มกราคม ผมโทรศัพท์ถาม อ. ปรัญญา ว่าจะเจอกันที่ไหนดี อ. ปรัญญา บอกผมว่า ห้าโมงเย็นมีนัดน้องๆ ชมรมพุธที่หอประชาฯ ตอนนั้นผมเข้าใจว่า ชมรม “พุทธ” ยังนึกชมอยู่ในใจว่า อ. ปรัญญา เดี๋ยวนี้ธัมมะธัมโม ไม่รู้มาก่อนว่า ทำงานชมรม “พุทธ” ด้วย พอโทรศัพท์บอก อ. จักรพงศ์ ว่า อ. ปรัญญา นัดน้องๆ ชมรม “พุทธ” ไว้ตอนห้าโมงเย็น อ. จักรพงศ์ ก็บอกผมว่า “งั้นห้าโมงเย็นก็ไปพบกันที่หอประชาฯ ที่ อ. ปรัญญา นัดน้องๆ ชมรมพุธไว้” ผมก็ถามกลับไปแบบงงๆ ว่าที่ไหน อ. จักรพงศ์ ก็ตอบว่า “ที่สโมสรอาจารย์ไง” ผมก็ไปตามเวลานัด พอไปถึงก็พบกับ อ. ปรัญญา และ อ. อัครรัช วงษ์จิราษฎร์ (อาจารย์รุ่นน้องที่ภาควิชาพยาธิวิทยา) ตอนนั้นเองผมจึงรู้ว่า ตัวเองเข้าใจผิด ไม่ใช่ ชมรม “พุทธ” แต่เป็น ชมรมวัน “พุธ” ตามที่อาจารย์ทั้งสองคนบอก โดยตั้งตามวันพุธที่พวกอาจารย์รุ่นหนุ่มสปิริตแรงของศิริราชจะมาร่วมสังสรรค์กันตอนเย็นไปถึงค่ำ คงเป็นชมรม “พุทธ” ไม่ได้อย่างแน่นอน

อ. ปรัญญาได้ขอยืมกีตาร์จากนักศึกษาแพทย์ชายคนหนึ่ง (ชื่อเล่นว่า “มุ้ย”) ซึ่งได้ทราบจาก อ. อัครรัช ในภายหลังว่า เป็นนายกสโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช “ส.พ.ศ.” ในขณะนั้น ชื่อ นศพ. ศุภฤกษ์ เจียรผัน จากนั้นผมได้ร้องเพลงมาร์ชศิริราชให้ฟัง ซึ่ง อ. ปรัญญา บอกว่า บางท่อนฟังแล้วยังไม่ “Catch” หลังจากได้เล่นตามคอร์ดที่ผมใส่ไว้เดิมเพียงครู่เดียวไม่ถึงนาที อ. ปรัญญา ก็เสนอให้ลองเปลี่ยนทำนองตรง “รับผิดชอบร่วมกัน” จากคอร์ด Bb เป็น Dm ให้ขยับคอร์ด Bb ไปอยู่ตรง “สรรค์” และเปลี่ยนคอร์ด C เป็น C7 อ. จักรพงศ์ ซึ่งมาถึงตอนนี้พอดี เราก็เลยร้องให้ฟัง อ. จักรพงศ์ทักท้วงว่า “มรรคา” ต้องอ่านว่า “มัน-คา” ไม่ใช่ “มัก-คา” บอกว่าคนชอบอ่านผิด ได้เปิดพจนานุกรมดูแล้ว เราเลยร้องกันใหม่ให้ถูกต้อง ร้องเสร็จ อ. ณัฐวุฒิ รอดอนันต์ (CEO#3 และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลในขณะนั้น) ก็มาถึง พร้อมบอกว่า วันนี้มีการประชุมกลุ่มวัฒนธรรมองค์กรศิริราชที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือที่นิยมเรียกกันว่า “HR” มีการเปิดเพลงมาร์ชศิริราชที่ผมอัดไว้ให้ฟังด้วย แต่เสียงเบามาก และให้ความเห็นกันว่า เสียงร้องของผมไม่เหมาะกับเพลงมาร์ชเลย ซึ่งผมก็บอกว่า “บุญกรรมทำได้มาเท่านี้แหละ” จากนั้น อ. ณัฐวุฒิ บอกว่า ที่ประชุมเสนอให้มีการจัดประกวดทำนองเพลงชิงรางวัลกันเพื่อให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมและได้สนุกกันด้วย ซึ่งผมบอกว่าเข้าท่าดีมาก แต่วันประชุมแผนกลยุทธ์ของคณะฯ ใกล้จะมาถึงแล้วในวันที่ ๘-๑๐ กุมภาพันธ์ เกรงว่าจะไม่ทัน อ. ฐิติมา ชินะโชติ (ผู้ช่วยรองคณบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น) เองอยากให้ CEO#3 ลองแต่งเป็นเพลงไปร้องให้ฟังในวันประชุมดังกล่าว พวกเราเลยทำงานกันต่อเพื่อให้ได้เพลงออกมา อ. ณัฐวุฒิ แจ้งให้ทราบว่า มีการเปลี่ยนเนื้อร้อง จาก “ร่วมสร้างสรรค์” เป็น “คิดสร้างสรรค์” เพราะ innovation เกิดจากการคิด และมักจะเริ่มจากคนๆ เดียวก่อน หลังจากนั้นค่อย “ร่วมพัฒนา” ซึ่ง อ. จักรพงศ์ บอกว่า “คิด” เป็นคำตายเสียงสั้น อาจจะทำให้ฟังไม่ค่อยเพราะเท่ากับ “ร่วม” แต่ อ. ปรัญญา ปลอบว่า น่าจะพอไหว นอกจากนี้แล้วเรายังได้รู้เกร็ดเล็กน้อยจาก อ. ณัฐวุฒิ ว่า อ. คุณไธวดี ดุลยจินดา (CEO#1 และอดีตหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา) เป็นผู้แต่งกลอนประโยคสุดท้าย จากนั้น อ. จักรพงศ์ แนะว่า น่าจะร้องเสียงให้สูงตรงคำว่า “มรรคา” ผมเลยลองเปลี่ยนจากคอร์ด C เป็น Dm ต่อจากนั้น อ. ปรัญญา เริ่มใส่รายละเอียดของคอร์ดทำให้เพลงที่ผมใส่คอร์ดไว้หยาบๆ ฟังไพเราะขึ้น เราได้ลองร้อง ๒ รอบก่อน ต่อมา อ. ปรัญญา เสนอให้ร้องรอบที่ ๓ โดยขยับเสียงให้สูงขึ้นอีกครึ่งเสียง ซึ่งทำให้เล่นกีตาร์ยากขึ้น แต่ก็ไม่พ้นความสามารถของ อ. ปรัญญา ระหว่างที่ช่วยกันทำเพลงนี้ อ. อัครรัช ช่วยร้องเพลงตามที่แก้ไขปรับปรุงตลอดและช่วยวิจารณ์ ซึ่งต่อมา อ. วรการ จิรานันตรัตน์ (ภาควิชาวิสัญญี) ก็มาถึงและช่วยวิจารณ์อีกคน มีการอภิปรายเรื่องการอ่านคำว่า “มรรคา” อีกครั้งพอหอมปากหอมคอ นอกจากนี้ยังมีแพทย์ประจำบ้าน ๒ คนจากภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คือ นพ. ตุลกานต์ มักคุ้น และ นพ. โฆษิต เอี๊ยวฉาย อีกทั้ง นพ. วรภัทร วงษ์สวัสดิ์ ศิริราช รุ่น ๑๐๒ จักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) สมาชิกชมรมวันพุธ มาร่วมกิจกรรมในคืนนี้ด้วย เมื่อพวกเราคิดว่า น่าจะใช้ได้แล้ว อ. ปรัญญา เสนอว่า น่าจะมีเสียงผู้หญิง ซึ่งจะทำให้เพลงเพราะขึ้นอีก ตอนนั้นก็เป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่มกว่าแล้ว มีการโทรศัพท์ติดต่อน้องๆ นศพ. ที่บรรดาอาจารย์ทั้งหลายรู้จัก และพวกเราได้ลองเดินไปดูที่ห้องชมรมประสานเสียง, ดนตรีสากล และดนตรีคลาสสิกที่ชั้นล่างหอหญิงส่วนที่อยู่ใกล้กับหอประชาฯ โดย อ. ปรัญญา เดินนำหน้าแถวและถือกีตาร์ติดไปด้วย พวกเราเจอแต่น้องนักศึกษาชายปี ๓ คนหนึ่งที่ห้องดนตรีคลาสสิก ซึ่งมาทราบภายหลังจากเพื่อน นศพ. ว่าชื่อ “วิทิต ส่งเจริญ” (เฟิรสท์) พวกเราเลยลองร้องให้ฟังเพื่อถามความเห็นว่า พอจะติดหูวัยรุ่นบ้างไหม ก็ได้รับคำตอบอย่างเกรงใจอาจารย์ว่า พอไหว แต่ถ้าจะให้ดีต้องแก้เนื้อร้อง ซึ่งพวกเราต่างร้องกันเสียงหลงว่า ไม่ได้ เป็นเนื้อร้องที่ต้องคงไว้ ทำนองต่างหากที่เปลี่ยนได้ ซึ่งน้องเฟิรสท์บอกว่าในระยะเวลาสั้นๆ คงทำไม่ได้ แต่ก็อุตส่าห์แนะนำให้หาไมโครโฟนต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่ออัดเสียงไปพร้อมกัน พวกเราเลยถอยกลับสโมสรอาจารย์ ยังไม่ทันเดินออกจากชั้นล่างของหอหญิงส่วนนี้ก็พบกับน้องนักศึกษาหญิง ๒ คนที่ อ. อัครรัช ไปชวนมาได้ คือ นศพ. กัญญมาศ (กุ๊กกิ๊ก) และนศพ. ศุภรัศมิ์ (แพน) ชั้นปี ๓ ก็เลยชวนกันเดินกลับสโมสรอาจารย์ พอมาถึงก็พบว่า มีนักศึกษาชาย ๓ คนอยู่ในห้องแล้ว คือ นศพ. เทอดชัย (บี) ชั้นปี ๔, นศพ. วรัชญ์ (เมฆ) และนศพ. ศุภฤกษ์ (มุ้ย) ชั้นปี ๕ เจ้าของกีตาร์ซึ่งเป็นนายก ส.พ.ศ. ที่น่าสนใจคือ น้องบี ต่อมาได้เป็นนายก ส.พ.ศ. ต่อจากน้องมุ้ยเมื่อขึ้นชั้นปี ๕ อีกด้วย

พวกเราได้ลองร้องอีกหลายเที่ยวในหลายๆ รูปแบบ น้องนักศึกษาไม่ชอบรอบสามที่ให้ร้องสูงขึ้นอีกครึ่งเสียง จึงกลับมาที่ร้อง ๒ รอบพร้อมกัน ได้ลองคีย์ F กับคีย์ G ซึ่งคีย์ G ฟังดูสบายๆ เสียงผู้หญิงเด่นขึ้น ต่อมา อ. วรการ เสนอให้หญิงชายร้องแยกคนละรอบแล้วค่อยร้องพร้อมกันรอบ ๓ โดยให้หญิงร้องก่อนตามหลักสากล (Lady first) แต่ อ. ปรัญญา สังเกตว่า รอบ ๒ ที่ชายร้อง และรอบ ๓ ที่ร้องพร้อมกันหมดนั้น ฟังดูไม่ต่างกัน จึงเสนอให้ชายร้องก่อน ได้ลองร้องทั้งคีย์ F และคีย์ G ปรากฏว่า เมื่อให้หญิงร้องเดี่ยวในคีย์ G นั้นเสียงสูงเกินไป โดยเฉพาะคำว่า “คิด” สุดท้ายจึงตกลงที่คีย์ F ได้ลองอัดเสียงโดยใช้เครื่องเล่น MP3 ของน้องแพน ต่อมาน้องบีอาสาหาไมโครโฟนมาต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของ อ. อัครรัช แต่โปรแกรมไม่เอื้อต่อการอัดเสียงให้มีคุณภาพเสียงที่ดีได้ น้องบีจึงกลับไปเอาคอมพิวเตอร์ที่หอมาให้ ระหว่างนั้นมีการโทรศัพท์ติดต่อ อ. จริยา และ อ. ธารา วงศ์วิริยางกูร (ผู้ช่วยรองคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษในตอนนั้น) ให้ฟังกันสดๆ ทุกคนดูจะพอใจ และเห็นด้วยว่าจะจัดให้มีการประกวดตั้งชื่อเพลงนี้ เนื่องจากเพลงทำนองมาร์ชเดิมที่ผมคิดไว้นั้นให้ชื่อว่า “เพลงมาร์ชศิริราช” ตอนนี้ทำนองเปลี่ยนไปเป็นเพลงโฟล์คแล้ว อ. วรการ บอกว่า เหมือนเพลงเล่นรอบกองไฟเมื่อร้องด้วยคีย์ F ส่วนน้องแพนบอกว่าเหมือนเพลงเพื่อชีวิตเมื่อร้องด้วยคีย์ G พวกเราได้ลองช่วยกันคิดเร็วๆ ว่า ชื่อเพลงควรชื่ออะไรดี เช่น “ศิริราชคือพี่น้อง” “วัฒนธรรมศิริราช” ฯลฯ ก็ยังไม่โดนใจ จึงพักกันไว้ก่อน เพราะเวลาล่วงไป ๓ ทุ่มกว่าแล้ว เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริงๆ

อ. จักรพงศ์ และ อ. ปรัญญา เสนอให้หานักศึกษาหญิงมาอีกหลายคนเพื่อให้เสียงฝ่ายหญิงดังขึ้น น้องๆ จึงไปรวบรวมเพื่อนๆ มาได้อีก ตอนแรกได้ ๑ คนที่นั่งดูหนังสืออยู่ที่ห้องโถงชั้นล่าง หอประชาฯ คือ นศพ. รักษินา (จุง) ชั้นปี ๓ และต่อมาหาเพิ่มเติมจากชั้นปี ๓ ได้อีก ๓ คน คือ นศพ. ชวิศา (โอ), พีรฉัตร (แพร์) และภัสรี (พิ้งค์) พวกเราร้องให้ผู้มาร่วมใหม่ฟังอีกเพียง ๒ รอบ ทุกคนก็ร้องได้เลยอย่างถูกต้อง ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่า เพลงนี้น่าจะ “Catch” อย่างที่ อ. ปรัญญา หวังไว้ จึงตัดสินใจอัดเสียงไว้นำเสนอเป็นครั้งสุดท้าย ปรากฏว่านักร้องชายคงเหนื่อย คำว่า “ประโยชน์มั่น” เกิดลังเล ไม่แน่ใจขึ้นมา จึงออกไม่เต็มเสียง จึงต้องร้องอีกรอบเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ผลออกมาเป็นที่พอใจ นักศึกษาจึงขออนุญาตลากลับเพราะตอนนั้นเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม ๔๕ แล้ว ผมเองก็คัดลอกไฟล์เก็บไว้ พร้อมกับนำใบเนื้อร้องและคอร์ดเพลงมาร์ชศิริราชที่มีการแก้ไข ขีดฆ่า เติมคอร์ดและชื่อของนักศึกษาทุกคนที่มาช่วยร้องเอาไว้กลับบ้าน (ภาพที่ ๑) ซึ่งผมได้แหย่นักศึกษาไว้ขณะที่ให้ช่วยเขียนชื่อนามสกุล ชั้นปี เลขรหัส ชื่อเล่น และรุ่นไว้ในกระดาษแผ่นนี้ว่า อีกหน่อยอาจจะได้ใส่กรอบติดข้างฝาในสโมสรอาจารย์ไว้เป็นที่ระลึกว่าเพลงนี้เกิดขึ้นมาเมื่อใด ถ้าคณบดีและคณะผู้บริหารยอมรับเพลงที่พวกเราช่วยกันร้องในคืนนี้ ซึ่งคงต้องทำตามที่พูดไว้ในโอกาสต่อไป

รายชื่อของนักศึกษาแพทย์ที่มาช่วยร้องในคืนวันนั้น (ตามลำดับเหตุการณ์) ได้แก่
กัญญมาศ พุ่มปรีชา ชั้นปี ๓ รหัส ๔๗๐๑๐๑๔ ชื่อเล่น กุ๊กกิ๊ก รุ่น ๑๑๕
ศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์ ชั้นปี๓๔๗๐๑๑๙๐ ชื่อเล่น แพน รุ่น๑๑๕
เทอดชัย พีรพัฒน์ดิษฐ์ชั้นปี๔๔๖๐๑๐๔๙ ชื่อเล่น บี รุ่น ๑๑๔
วรัชญ์ วรนิสรากุลชั้นปี๕๔๕๐๑๑๒๗ ชื่อเล่น เมฆ รุ่น๑๑๓
ศุภฤกษ์ เจียรผันชั้นปี๕๔๕๐๑๑๕๒ชื่อเล่นมุ้ย รุ่น๑๑๓
รักษินา มีเสถียร ชั้นปี ๓๔๗๐๑๑๖๐ ชื่อเล่น จุง รุ่น๑๑๕
ชวิศา บุณยวีย์ ชั้นปี ๓๔๗๐๑๐๔๔ ชื่อเล่น โอ รุ่น๑๑๕
พีรฉัตร มั่งมีศรี ชั้นปี๓๔๗๐๑๑๓๕ ชื่อเล่นแพร์รุ่น๑๑๕
ภัสรี พัฒนสุวรรณาชั้นปี๓๔๗๐๑๑๔๓ ชื่อเล่น พิ้งค์รุ่น ๑๑๕

รายชื่อของอาจารย์ที่มาช่วยกันในคืนวันนั้นตลอดจนผู้ให้กำลังใจ (ตามลำดับเหตุการณ์) ได้แก่
อ. ปรัญญา สากิยลักษณ์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ (CEO#3)
อ. อัครรัช วงษ์จิราษฎร์ พยาธิวิทยา
อ. สัญญา สุขพณิชนันท์ พยาธิวิทยา (CEO#3)
อ. จักรพงศ์ นะมาตร์ วิทยา (CEO#3)
อ. ณัฐวุฒิ รอดอนันต์ จักษุวิทยา (CEO#3)
อ. วรการ จิรานันตรัตน์ วิสัญญีวิทยา
นพ. ตุลกานต์ มักคุ้น (แพทย์ประจำบ้านภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา)
นพ. โฆษิต เอี๊ยวฉาย(แพทย์ประจำบ้านภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา)
นพ. วรภัทร วงษ์สวัสดิ์ ศิริราช รุ่น ๑๐๒ จักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)
คุณสายหยุด(เจ้าหน้าที่ดูแลสโมสรอาจารย์ศิริราช หอประชาธิปไตย)

สำหรับเนื้อเพลงพร้อมคอร์ดพิมพ์แก้ไขใหม่ ผมได้จัดการเสร็จในวันรุ่งขึ้น และลองตั้งชื่อเพลงว่า “ศิริราชกับความหมาย” เพื่อส่งให้ อ. จริยา และชาว CEO#3 ต่อไป ซึ่งต่อมาได้ชื่อเพลงว่า “เพลงวัฒนธรรมองค์กรศิริราช” และนิยมเรียกว่า “เพลงวัฒนธรรมองค์กร” ตามที่ปรากฏในหน้าเว็บของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (

เอกสารอ้างอิง
๑. ไม่มี

พิมพ์หน้านี้

 
Simedbull
เวชบันทึกศิริราช เพื่อสืบทอดเอกลักษณ์ไทยของสารศิริราช